Skip to content Skip to footer
ค่าไต eGFR ลดลง แต่ยังไม่มีอาการ ต้องกังวลแค่ไหน? รู้จักตัวเลขสำคัญที่บอกการทำงานของไต

ไปตรวจสุขภาพประจำปี ร่างกายก็ยังแข็งแรงดี ไม่มีอาการปวด ไม่มีอาการบวม ปัสสาวะก็ยังเป็นปกติ

แต่พอเปิดผลตรวจเลือดกลับพบว่า

“ค่า eGFR ลดลงจากปีที่แล้ว”

บางคนเห็นตัวเลขแล้วเริ่มกังวลทันทีว่าเป็นโรคไตหรือไม่ ขณะที่บางคนกลับคิดว่า “ไม่มีอาการก็คงไม่เป็นอะไร”

ความจริงอยู่ตรงกลางระหว่างสองอย่างนี้

ค่า eGFR เป็นหนึ่งในตัวเลขสำคัญที่แพทย์ใช้ประเมินการทำงานของไต แต่การที่ eGFR ลดลงเพียงครั้งเดียว ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคไตเรื้อรังเสมอไป

สิ่งสำคัญคือ ต้องรู้ว่าตัวเลขนี้กำลังบอกอะไรเรา และควรดูแลตัวเองอย่างไรต่อจากนี้

eGFR คืออะไร ทำไมตรวจสุขภาพแล้วต้องดูค่านี้

eGFR ย่อมาจาก Estimated Glomerular Filtration Rate หรือค่าประมาณอัตราการกรองของไต

พูดง่าย ๆ คือ ตัวเลขที่ใช้ประเมินว่าไตของเราสามารถกรองของเสียออกจากเลือดได้ดีเพียงใด

ไตของคนเรามีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น

  • กรองของเสียออกจากเลือด
  • ควบคุมสมดุลน้ำในร่างกาย
  • ควบคุมระดับเกลือแร่
  • มีส่วนช่วยควบคุมความดันโลหิต
  • สร้างฮอร์โมนบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับเม็ดเลือดแดงและกระดูก

ดังนั้น เมื่อประสิทธิภาพการกรองของไตเปลี่ยนแปลง ค่า eGFR จึงเป็นหนึ่งในข้อมูลที่ช่วยให้แพทย์ประเมินสุขภาพของไตได้

ค่า eGFR เท่าไรถึงเรียกว่าปกติ

โดยทั่วไป ค่า eGFR ตั้งแต่ประมาณ 90 mL/min/1.73 m² ขึ้นไป มักถือว่าอยู่ในช่วงการทำงานของไตที่ดี แต่ต้องพิจารณาร่วมกับข้อมูลอื่นด้วย

ค่าที่ต่ำกว่า 90 ไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคไตทันที โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น ค่า eGFR สามารถลดลงได้ตามธรรมชาติ

สิ่งที่แพทย์ให้ความสำคัญมากกว่าตัวเลขเพียงครั้งเดียว คือ

“แนวโน้มของค่าไตในระยะยาว”

ตัวอย่างเช่น หากปีที่แล้ว eGFR อยู่ที่ 95 ปีนี้เหลือ 90 อาจมีความหมายแตกต่างจากคนที่ค่าลดจาก 80 เหลือ 55 ภายในระยะเวลาไม่นาน

จึงไม่ควรดูเพียงว่า “ผ่านหรือไม่ผ่านเกณฑ์” แต่ควรเปรียบเทียบกับผลตรวจครั้งก่อนด้วย

eGFR ต่ำกว่า 60 หมายความว่าเป็นโรคไตแล้วหรือไม่

นี่เป็นคำถามที่หลายคนกังวลมากที่สุด

การมี eGFR ต่ำกว่า 60 เพียงครั้งเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเป็นโรคไตเรื้อรัง

โดยทั่วไป การวินิจฉัยโรคไตเรื้อรังต้องพบความผิดปกติของโครงสร้างหรือการทำงานของไตต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน เช่น eGFR ต่ำกว่า 60 อย่างต่อเนื่อง หรือมีหลักฐานอื่นของความเสียหายของไต

แพทย์จึงอาจนัดตรวจซ้ำ รวมถึงตรวจปัสสาวะหาโปรตีนหรืออัลบูมิน และพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบ

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมจึงไม่ควรวินิจฉัยตัวเองจากผลตรวจสุขภาพเพียงใบเดียว

Creatinine กับ eGFR เกี่ยวข้องกันอย่างไร

เวลาตรวจสุขภาพ เรามักเห็นคำว่า Creatinine อยู่ใกล้กับค่า eGFR

Creatinine คือของเสียที่เกิดจากการทำงานตามปกติของกล้ามเนื้อ และถูกกำจัดออกจากร่างกายผ่านทางไต

เมื่อไตกรองของเสียได้ลดลง ระดับ Creatinine ในเลือดอาจสูงขึ้น

ห้องปฏิบัติการจึงนำค่า Creatinine รวมกับข้อมูลบางอย่าง เช่น อายุและเพศ มาใช้คำนวณค่า eGFR

พูดง่าย ๆ คือ

Creatinine เป็นหนึ่งในข้อมูลที่ใช้ประเมิน ส่วน eGFR เป็นค่าประมาณประสิทธิภาพการกรองของไต

จึงควรอ่านสองค่านี้ร่วมกันมากกว่าดูเพียงตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง

ทำไมค่า eGFR ถึงลดลงได้ ทั้งที่ยังรู้สึกแข็งแรง

สิ่งที่ทำให้โรคไตน่ากังวล คือ ความผิดปกติในระยะแรกอาจไม่ทำให้เกิดอาการชัดเจน

คนจำนวนหนึ่งยังสามารถ

เดิน ทำงาน ออกกำลังกาย รับประทานอาหาร และใช้ชีวิตได้ตามปกติ

ทั้งที่ผลตรวจเริ่มพบความผิดปกติแล้ว

นอกจากนี้ ค่า Creatinine และ eGFR ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้จากหลายปัจจัย เช่น ภาวะขาดน้ำ การเจ็บป่วยเฉียบพลัน ยาบางชนิด หรือปัจจัยเฉพาะบุคคล

ดังนั้น หากพบค่า eGFR ลดลง สิ่งที่ควรทำไม่ใช่ตกใจ แต่ควรหาสาเหตุและติดตามผลอย่างเหมาะสม

เบาหวานและความดันโลหิตสูง ทำไมต้องระวังเรื่องไตเป็นพิเศษ

สองโรคสำคัญที่เกี่ยวข้องกับโรคไตเรื้อรังคือ โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง

ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานานสามารถทำลายหลอดเลือดขนาดเล็กภายในไตได้

ขณะเดียวกัน ความดันโลหิตสูงก็เพิ่มแรงดันต่อหลอดเลือดและหน่วยกรองของไต

หากปล่อยไว้นานโดยควบคุมได้ไม่ดี ประสิทธิภาพการทำงานของไตอาจค่อย ๆ ลดลง

ผู้ที่มีเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือมีประวัติโรคไตในครอบครัว จึงควรตรวจสุขภาพไตตามคำแนะนำของแพทย์ แม้จะยังไม่มีอาการก็ตาม

อย่าดูแค่ eGFR เพราะ “โปรตีนในปัสสาวะ” ก็สำคัญ

อีกตัวเลขที่หลายคนมองข้าม คือ Albumin-to-Creatinine Ratio หรือ UACR

การพบอัลบูมินในปัสสาวะมากกว่าปกติ อาจเป็นสัญญาณของความเสียหายที่ไต แม้ค่า eGFR จะยังอยู่ในระดับที่ดูปกติ

ดังนั้น การประเมินสุขภาพไตจึงไม่ควรดูเฉพาะผลเลือด แต่ในผู้ที่มีความเสี่ยง แพทย์อาจพิจารณาตรวจปัสสาวะร่วมด้วย

การดูทั้ง eGFR และ UACR ช่วยให้เห็นภาพสุขภาพไตได้ครบถ้วนกว่าการดูตัวเลขเพียงค่าเดียว

6 พฤติกรรมพื้นฐานที่ช่วยดูแลไตในชีวิตประจำวัน

หากผลตรวจเริ่มแสดงว่าค่าไตเปลี่ยนแปลง การดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้มีความสำคัญมาก

เริ่มต้นได้จาก

  • ควบคุมความดันโลหิตและระดับน้ำตาลให้อยู่ในเป้าหมายที่แพทย์กำหนด
  • ลดอาหารเค็มและอาหารแปรรูปที่มีโซเดียมสูง
  • ดื่มน้ำอย่างเหมาะสมตามสภาพร่างกายและคำแนะนำของแพทย์
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • งดสูบบุหรี่
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรบางชนิดโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะหากมีปัญหาเกี่ยวกับไต

และที่สำคัญคือ ตรวจติดตามค่าไตตามกำหนด

เพราะการเห็นแนวโน้มของตัวเลขต่อเนื่อง มีประโยชน์กว่าการตรวจเพียงครั้งเดียวแล้วปล่อยทิ้งไว้หลายปี

Fucoidan เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพอย่างไร

เมื่อพูดถึงการดูแลสุขภาพระยะยาว หลายคนเริ่มสนใจ Fucoidan ซึ่งเป็นสารประกอบกลุ่มพอลิแซ็กคาไรด์ที่พบมากในสาหร่ายทะเลสีน้ำตาล

ปัจจุบันมีงานวิจัยศึกษาคุณสมบัติทางชีวภาพของ Fucoidan ในหลายด้าน เช่น ระบบภูมิคุ้มกัน ภาวะอักเสบ และความเครียดออกซิเดชัน อย่างไรก็ตาม หลักฐานเกี่ยวกับประโยชน์ต่อโรคไตในมนุษย์ยังมีข้อจำกัด และ ไม่ควรกล่าวว่า Fucoidan สามารถรักษา ฟื้นฟู หรือทำให้ค่า eGFR เพิ่มขึ้นได้

สำหรับผู้ที่สนใจ Fucoidan จากเว็บไซต์ของเรา สามารถเลือกใช้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพโดยรวมควบคู่กับอาหารที่เหมาะสม การออกกำลังกาย และการติดตามสุขภาพกับแพทย์

โดยเฉพาะผู้ที่มีค่าไตผิดปกติหรือได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไต ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทาน Fucoidan หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกชนิด เนื่องจากความเหมาะสมของแต่ละคนแตกต่างกัน

ค่าไตลดลง สิ่งสำคัญไม่ใช่การตกใจ แต่คือการ “ติดตาม”

การเห็นค่า eGFR ลดลงอาจทำให้กังวล แต่ตัวเลขเพียงครั้งเดียวไม่สามารถบอกเรื่องราวทั้งหมดของสุขภาพไตได้

สิ่งที่ควรทำคือย้อนดูผลตรวจครั้งก่อน ตรวจปัจจัยเสี่ยงของตัวเอง และปรึกษาแพทย์ว่าจำเป็นต้องตรวจ Creatinine, eGFR หรือโปรตีนในปัสสาวะซ้ำเมื่อใด

โดยเฉพาะหากค่า eGFR ต่ำกว่า 60 ต่อเนื่อง มีโปรตีนในปัสสาวะ หรือค่าการทำงานของไตลดลงรวดเร็ว ไม่ควรรอให้เกิดอาการก่อนจึงค่อยดูแล

เพราะสำหรับสุขภาพไต การรู้เร็วและติดตามอย่างเหมาะสม มีความหมายมากกว่าการรอให้ร่างกายส่งสัญญาณเตือน

Leave a comment