Skip to content Skip to footer
กินเค็มไม่มาก ทำไมค่าไตยังลดลง? 6 พฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่อาจทำให้ไตทำงานหนักโดยไม่รู้ตัว

“ไม่ได้กินเค็มเลย ทำไมค่าไตถึงลดลง?”

เป็นคำถามที่หลายคนสงสัยหลังได้รับผลตรวจสุขภาพ โดยเฉพาะเมื่อพบว่าค่า Creatinine สูงขึ้น หรือค่า eGFR ลดลงจากครั้งก่อน

เพราะเมื่อพูดถึงการดูแลไต สิ่งแรกที่เรามักได้ยินคือ “อย่ากินเค็ม”

หลายคนจึงลดน้ำปลา ลดซีอิ๊ว และไม่เติมเกลือเพิ่มในอาหาร แต่พอถึงวันตรวจสุขภาพ ค่าไตกลับไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวัง

ความจริงคือ การกินเค็มเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพไต ยังมีพฤติกรรมใกล้ตัวอีกหลายอย่างที่อาจส่งผลต่อไตโดยที่เราไม่ทันสังเกต

ไตทำงานให้เราทุกวัน มากกว่าแค่ขับปัสสาวะ

ไตเป็นอวัยวะขนาดไม่ใหญ่มาก แต่มีหน้าที่สำคัญต่อร่างกายหลายอย่าง เช่น

  • กรองของเสียออกจากเลือด
  • ควบคุมสมดุลน้ำ
  • รักษาสมดุลเกลือแร่
  • มีส่วนในการควบคุมความดันโลหิต
  • ช่วยสร้างฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับเม็ดเลือดแดง
  • มีบทบาทต่อสมดุลแคลเซียมและสุขภาพกระดูก

สิ่งสำคัญคือ ไตสามารถสูญเสียการทำงานบางส่วนโดยที่เราแทบไม่รู้สึกผิดปกติในระยะแรก

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการตรวจเลือดและปัสสาวะจึงมีความสำคัญ แม้เราจะรู้สึกว่าสุขภาพยังแข็งแรงดี

ไม่กินเค็ม ไม่ได้หมายความว่าได้รับโซเดียมน้อยเสมอไป

ก่อนดูพฤติกรรมอื่น มีเรื่องหนึ่งที่ควรทำความเข้าใจก่อน

หลายคนบอกว่า “กินไม่เค็ม” เพราะไม่เติมน้ำปลาหรือเกลือในอาหาร แต่โซเดียมจำนวนมากอาจซ่อนอยู่ในอาหารที่ไม่ได้มีรสเค็มจัด

ตัวอย่างเช่น

  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
  • ไส้กรอกและแฮม
  • ลูกชิ้น
  • อาหารแช่แข็ง
  • ขนมขบเคี้ยว
  • น้ำจิ้มและซอสปรุงรส
  • อาหารสำเร็จรูปบางชนิด

ดังนั้น “ความเค็มที่ลิ้นรับรู้” กับ “ปริมาณโซเดียมที่ได้รับ” ไม่ได้ตรงกันเสมอไป

นอกจากเรื่องโซเดียมแล้ว ยังมีพฤติกรรมอื่นที่ควรระวังอีกอย่างน้อย 6 ข้อ

1. ปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำบ่อย ๆ

“งานยุ่งจนลืมดื่มน้ำ” เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนจำนวนมาก

บางคนดื่มกาแฟตอนเช้าแล้วแทบไม่ได้ดื่มน้ำจนถึงช่วงบ่าย บางคนตั้งใจดื่มน้ำน้อยเพราะไม่อยากเข้าห้องน้ำบ่อย

ภาวะขาดน้ำสามารถทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงไตลดลง และอาจทำให้ค่าการทำงานของไตเปลี่ยนแปลงชั่วคราวได้ โดยเฉพาะเมื่อมีการขาดน้ำมากจากอาเจียน ท้องเสีย ออกกำลังกายหนัก หรืออยู่กลางอากาศร้อน

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าทุกคนควร “ยิ่งดื่มน้ำเยอะยิ่งดี”

ผู้ที่มีโรคไต โรคหัวใจ หรือแพทย์กำหนดปริมาณน้ำไว้ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำเฉพาะบุคคล

2. ใช้ยาแก้ปวดบางชนิดบ่อยเกินไป

ปวดหัว กินยา

ปวดหลัง กินยา

ปวดเข่า กินยา

สำหรับบางคน ยาแก้ปวดกลายเป็นของติดบ้านที่หยิบใช้เป็นประจำโดยไม่ได้คิดมาก

ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น ibuprofen, naproxen และ diclofenac อาจส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดที่ไต และเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาไตในบางคน โดยเฉพาะเมื่อใช้ต่อเนื่อง ใช้ในขณะขาดน้ำ หรือมีโรคไตอยู่เดิม

ไม่ได้หมายความว่ายากลุ่มนี้ห้ามใช้ แต่ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร และไม่ควรซื้อรับประทานต่อเนื่องเองโดยไม่ทราบสาเหตุของอาการปวด

3. กินอาหารสำเร็จรูปบ่อย เพราะคิดว่า “ไม่ได้เติมน้ำปลา”

หนึ่งในกับดักของคนพยายามลดเค็ม คือการสนใจเฉพาะเครื่องปรุงบนโต๊ะอาหาร

แต่โซเดียมจำนวนมากสามารถมากับอาหารที่ผ่านกระบวนการผลิตมาแล้ว

ลองนึกถึงหนึ่งวันธรรมดา

เช้า — แซนด์วิชกับไส้กรอก
กลางวัน — อาหารตามสั่งพร้อมน้ำจิ้ม
บ่าย — ขนมขบเคี้ยว
เย็น — อาหารแช่แข็ง

เราอาจไม่ได้แตะขวดน้ำปลาเลย แต่ได้รับโซเดียมจากอาหารหลายแหล่งตลอดทั้งวัน

วิธีง่ายที่สุดคือเริ่มอ่านฉลากโภชนาการ โดยเฉพาะช่อง “โซเดียม” ก่อนซื้ออาหารสำเร็จรูป

4. คิดว่าไม่หวาน ก็ไม่เกี่ยวกับไต

น้ำตาลดูเหมือนไม่เกี่ยวกับไตเท่าความเค็ม แต่ในระยะยาวเรื่องนี้สำคัญมาก

โรคเบาหวานเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคไตเรื้อรัง

เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน หลอดเลือดขนาดเล็กและหน่วยกรองภายในไตสามารถได้รับความเสียหาย

สิ่งที่ควรระวังจึงไม่ได้มีเพียงของหวาน แต่รวมถึง

  • น้ำอัดลม
  • ชานม
  • กาแฟเติมน้ำตาล
  • เครื่องดื่มรสหวาน
  • ขนมและเบเกอรี
  • การรับประทานอาหารเกินความต้องการจนเกิดน้ำหนักเกิน

การดูแลไตจึงต้องมองทั้ง ความดัน น้ำตาล น้ำหนัก และอาหาร ไปพร้อมกัน

5. ซื้อสมุนไพรหรืออาหารเสริมหลายชนิดมารับประทานเอง

คำว่า “ธรรมชาติ” ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยต่อไตสำหรับทุกคนเสมอไป

สมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดอาจมีส่วนประกอบที่ไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไต อาจมีการปนเปื้อน หรืออาจเกิดปฏิกิริยากับยาที่ใช้อยู่

ปัญหาคือ หลายคนรับประทานผลิตภัณฑ์หลายชนิดพร้อมกัน แต่ไม่ได้แจ้งแพทย์ว่าใช้อะไรอยู่บ้าง

โดยเฉพาะหากตรวจพบค่าไตผิดปกติ ไม่ควรเพิ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพียงเพราะเห็นคำโฆษณาว่า “บำรุงไต” โดยไม่ตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้าน

6. รอให้มีอาการก่อน ถึงจะตรวจไต

นี่อาจเป็นพฤติกรรมที่ควรระวังมากที่สุด

หลายคนคิดว่า

“ปัสสาวะปกติ แปลว่าไตปกติ”

หรือ

“ถ้าไตมีปัญหา เดี๋ยวร่างกายก็คงบอกเอง”

แต่โรคไตเรื้อรังในระยะแรกสามารถไม่มีอาการชัดเจนได้

โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น

  • เบาหวาน
  • ความดันโลหิตสูง
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • อายุเพิ่มขึ้น
  • ประวัติโรคไตในครอบครัว
  • เคยมีความผิดปกติของไตมาก่อน

การตรวจติดตามจึงมีประโยชน์มากกว่าการรอจนมีอาการ

ถ้าค่าไตลดลง ควรดูตัวเลขอะไรบ้าง

อย่าดูเพียงคำว่า “ค่าไตต่ำ”

ตัวเลขสำคัญที่มักใช้ประเมินสุขภาพไต ได้แก่ Creatinine และ eGFR รวมถึงการตรวจปัสสาวะหาอัลบูมินหรือโปรตีน เช่น UACR

นอกจากนี้ ควรเปรียบเทียบกับผลตรวจครั้งก่อน

เพราะค่า eGFR ที่เปลี่ยนแปลงเพียงครั้งเดียวอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย และยังไม่สามารถสรุปว่าเป็นโรคไตเรื้อรังได้ทันที

หากพบความผิดปกติ แพทย์อาจพิจารณาตรวจซ้ำเพื่อดูว่าความผิดปกตินั้นเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

Fucoidan กับคนที่ต้องการดูแลสุขภาพ ควรมองอย่างไร

Fucoidan เป็นสารประกอบที่พบในสาหร่ายทะเลสีน้ำตาล และได้รับความสนใจในการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับคุณสมบัติทางชีวภาพหลายด้าน เช่น ระบบภูมิคุ้มกัน ภาวะอักเสบ และความเครียดออกซิเดชัน

อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องโรคไต หลักฐานในมนุษย์ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า Fucoidan สามารถรักษาโรคไต เพิ่มค่า eGFR หรือทำให้ไตที่เสื่อมกลับมาเป็นปกติได้

จุดนี้สำคัญมาก เพราะการดูแลไตไม่ควรเริ่มจากการหาอาหารเสริมมารับประทาน แต่ควรเริ่มจากการควบคุมปัจจัยเสี่ยง ตรวจติดตาม และรักษาตามคำแนะนำของแพทย์

สำหรับผู้ที่สนใจ Fucoidan จากเว็บไซต์ของเรา สามารถเลือกเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพโดยรวมได้ แต่หากมีค่าไตผิดปกติ เป็นโรคไต หรือรับประทานยาประจำ ควรนำข้อมูลผลิตภัณฑ์ไปปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มรับประทาน

ดูแลไต ไม่ได้มีแค่คำว่า “ลดเค็ม”

การลดโซเดียมยังเป็นส่วนสำคัญของการดูแลสุขภาพ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

เพราะในหนึ่งวัน ไตของเราต้องรับมือกับทั้งอาหาร ยา ภาวะขาดน้ำ ระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และพฤติกรรมการใช้ชีวิตอีกมากมาย

ดังนั้น หากตรวจพบว่าค่าไตเริ่มเปลี่ยนแปลง อย่าเพิ่งโทษอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง

ลองกลับมาดูภาพรวมว่า ใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา เรากำลังช่วยให้ไตทำงานง่ายขึ้น หรือกำลังเพิ่มงานให้ไตโดยไม่รู้ตัว

การเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ วันนี้ พร้อมตรวจติดตามอย่างเหมาะสม อาจมีความหมายต่อสุขภาพไตในระยะยาวมากกว่าการรอให้มีอาการแล้วค่อยเริ่มดูแล

Leave a comment