Skip to content Skip to footer
กินยาแก้ปวดบ่อย เสี่ยงไตเสื่อมจริงไหม?

เวลาปวดหัว ปวดหลัง ปวดคอ หรือปวดเมื่อยจากการทำงาน หลายคนเลือกหยิบยาแก้ปวดมากินทันที เพราะสะดวกและช่วยให้อาการดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

บางคนพกยาแก้ปวดติดตัวไว้ตลอด บางคนกินสัปดาห์ละหลายครั้ง และบางคนใช้ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี

แต่เคยสงสัยหรือไม่ว่า ยาแก้ปวดที่เราคุ้นเคยกันดี อาจส่งผลต่อสุขภาพไตในระยะยาวได้

แม้จะเป็นยาที่หาซื้อได้ทั่วไป แต่หากใช้ไม่ถูกวิธี หรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไตได้เช่นกัน

ไตเกี่ยวข้องกับยาแก้ปวดอย่างไร

หลังจากรับประทานยาเข้าสู่ร่างกาย ตับและไตจะเป็นอวัยวะหลักที่ช่วยกำจัดสารต่าง ๆ ออกจากร่างกาย

โดยเฉพาะไต ซึ่งมีหน้าที่กรองของเสียและขับออกทางปัสสาวะ

เมื่อมีการใช้ยาบางชนิดเป็นประจำ ไตจะต้องทำงานหนักขึ้นในการกำจัดสารเหล่านั้น

หากเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของไตได้

ยาแก้ปวดชนิดไหนที่ควรระวัง

ยาแก้ปวดที่มีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อไตมากที่สุด คือกลุ่มที่เรียกว่า NSAIDs (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs)

เช่น

-Ibuprofen

-Diclofenac

-Naproxen

-Celecoxib

ยาเหล่านี้มีประสิทธิภาพในการลดอาการปวดและการอักเสบได้ดี

แต่หากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน หรือใช้ในปริมาณมาก อาจส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดที่ไปเลี้ยงไต

โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว

ใครบ้างที่เสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป

แม้คนสุขภาพดีอาจไม่ได้รับผลกระทบในทันที แต่บางกลุ่มควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่

-ผู้ป่วยโรคเบาหวาน

-ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง

-ผู้สูงอายุ

-ผู้ป่วยโรคหัวใจ

-ผู้ที่มีโรคไตอยู่แล้ว

-ผู้ที่รับประทานยาหลายชนิดพร้อมกัน

ในกลุ่มเหล่านี้ ไตอาจมีความสามารถในการปรับตัวน้อยกว่าคนทั่วไป

จึงมีโอกาสได้รับผลกระทบจากยาได้มากกว่า

ไตเสื่อมไม่ได้เกิดจากยาแก้ปวดอย่างเดียว

หลายคนเข้าใจว่าโรคไตเกิดจากการกินยาแก้ปวดเพียงอย่างเดียว

แต่ในความเป็นจริง โรคไตมักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น

-เบาหวาน

-ความดันโลหิตสูง

-ภาวะอ้วน

-สูบบุหรี่

-ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

-นอนน้อย

-ภาวะอักเสบเรื้อรัง

ยาแก้ปวดจึงอาจเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่เร่งให้ปัญหาเกิดเร็วขึ้น

สัญญาณเตือนว่าไตอาจเริ่มมีปัญหา

โรคไตในระยะแรกมักไม่แสดงอาการชัดเจน

แต่เมื่อการทำงานของไตเริ่มลดลง อาจพบอาการ เช่น

-เหนื่อยง่าย

-อ่อนเพลีย

-บวมที่เท้าหรือข้อเท้า

-ปัสสาวะผิดปกติ

-ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน

-ความดันโลหิตสูงขึ้น

ปัญหาคือ อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นเมื่อไตเสียหายไปแล้วระดับหนึ่ง

จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการตรวจสุขภาพประจำปีจึงมีความสำคัญ

การอักเสบเรื้อรัง ส่งผลต่อไตอย่างไร

นอกจากยาและโรคประจำตัวแล้ว การอักเสบเรื้อรังในร่างกายยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในปัจจุบัน

พฤติกรรมต่าง ๆ เช่น

-กินอาหารแปรรูป

-กินหวานมากเกินไป

-ความเครียดสะสม

-พักผ่อนไม่เพียงพอ

สามารถกระตุ้นให้เกิดการอักเสบระดับต่ำในร่างกายได้อย่างต่อเนื่อง

เมื่อเกิดขึ้นเป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อหลอดเลือด หัวใจ และไตได้ในอนาคต

ดูแลไตอย่างไร หากจำเป็นต้องใช้ยาแก้ปวด

หากจำเป็นต้องใช้ยาแก้ปวด ควรปฏิบัติดังนี้

-ใช้ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

-หลีกเลี่ยงการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

-ดื่มน้ำให้เพียงพอ

-ตรวจสุขภาพและตรวจค่าไตสม่ำเสมอ

-ควบคุมโรคประจำตัวให้ดี

-หลีกเลี่ยงการซื้อยารับประทานเองเป็นประจำ

สิ่งสำคัญคือไม่ควรมองว่ายาแก้ปวดเป็นเรื่องเล็ก เพราะการใช้ยาอย่างถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาวได้

Fucoidan กับการดูแลสุขภาพไตและร่างกาย

Fucoidan เป็นสารสกัดจากสาหร่ายทะเลสีน้ำตาลที่ได้รับความสนใจในวงการสุขภาพจากคุณสมบัติในการสนับสนุนสมดุลของร่างกาย

มีการศึกษาถึงบทบาทของ Fucoidan ในด้านการดูแลภูมิคุ้มกัน การลดภาวะอักเสบ และการส่งเสริมสุขภาพโดยรวม ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพในระยะยาว

แม้ Fucoidan จะไม่ใช่ยาและไม่สามารถรักษาโรคไตได้ แต่การดูแลสุขภาพจากภายในควบคู่กับการใช้ชีวิตที่เหมาะสม อาจช่วยให้ร่างกายพร้อมรับมือกับความเสื่อมที่เกิดขึ้นตามวัยได้ดีขึ้น

เพราะสุขภาพไตไม่ได้ถูกทำลายในวันเดียว แต่เกิดจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่สะสมทุกวันเช่นกัน

Leave a comment